4 กุมภาพันธ์ 2554

ระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง: สิ่งแวดล้อมศึกษากระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ

ระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง: สิ่งแวดล้อมศึกษากระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ

สิ่งแวดล้อมศึกษากระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ

สิ่งแวดล้อมศึกษากระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ


สิ่งแวดล้อมศึกษาคืออะไร?



ในสถานการณ์ที่ผลกระทบจากโลกร้อนกำลังถาโถมเข้าใส่ทุกชีวิตบนโลกจากการกระทำของมนุษย์ ทำให้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชนหันมาสนใจปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามประชากรส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ก็ยังมีความรู้ความเข้าใจและเจตคติที่ว่าผลกระทบที่ทุกฝ่ายกำลังตื่นตูมนั้นก็ยังมิได้รับผลในเร็ววันและเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ในทางวิชาการนั้นผลกระทบต่างๆกำลังเกิดขึ้น เพียงแต่ในอดีตเกิดขึ้นอย่างช้าๆและทวีความรุนแรงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน สิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะสามารถจัดการเรียนรู้ให้เด็กๆและเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะชี้ให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะเด็กๆได้เห็นถึงปัญหาและสามารถปรับตัวในยุคที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัดและได้รับการจัดสรรที่ไม่เพียงพอสำหรับทุกชีวิตบนโลก กฎบัตรเบลเกรด (Belgrade Charter) ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของสิ่งแวดล้อมศึกษา ไว้ว่า สิ่งแวดล้อมศึกษา คือ กระบวนการที่ทำให้คนเห็นคุณค่า เกิดความตระหนัก และเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ด้วยการให้โอกาสทุกคนพัฒนาความรู้ เจตคติ ทักษะการรู้จักตัดสินใจ เพื่อให้เกิดเจตคติ ค่านิยม และพฤติกรรมที่ถูกต้องในการปกป้องและแก้ไขสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ตลอดจนสร้างรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม และสังคม

กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมของเด็กๆเป็นอย่างไร?


จากความหมายของสิ่งแวดล้อมศึกษาดังกล่าวหลายฝ่ายทางภาคส่วนการศึกษามองว่าการที่จะสามารถทำให้คนมีการเรียนรู้ได้นั้นต้องมีการจัดการเรียนรู้แบบเป็นขั้นเป็นตอนมุ่งเน้นให้เด็กๆมีการคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น จึงเกิดกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาขึ้น

กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา คือการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอนให้แก่ผู้เรียน โดยรูปแบบและวิธีการจัดกิจกรรมอาจจำแนกได้เป็น 3 รูปแบบคือ

๑. การเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อม (to Learn in Environment) เน้นกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในสิ่งแวดล้อม

๒.การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (to Learn about Environment) เน้นกิจกรรมการเรียนรู้เนื้อหาสิ่งแวดล้อม โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

๓.การเรียนรู้เพื่อสิ่งแวดล้อม (to Learn for Environment) เน้นกิจกรรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมในการปกป้อง และพัฒนาสิ่งแวดล้อม

แต่เมื่อพิจารณากระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา การจัดการเรียนรู้ส่วนใหญ่เราจะพบว่ามีการจัดการเรียนรู้ไปถึงขั้นเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้นแต่ยังขาดการจัดการเรียนรู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นให้เกิดการลงมือปฏิบัติ เพราะลงมือปฎิบัติจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการบอก บรรยาย และถ้าผู้เรียนสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ก็จะถือว่าเป็นเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด


โครงการนักสำรวจแห่งท้องทุ่งเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อต่อยอดประสบการณ์ของเด็กๆที่ผ่านการเรียนรู้ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร เพื่อให้เกิดการปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ระหว่างที่เข้าร่วมโครงการเด็กๆต้องอาศัยทักษะหลายอย่าง ทั้งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้แบบสืบเสาะค้นพบด้วยตัวเอง การเรียนรู้แบบร่วมมือ ผ่านแนวทางการจัดกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาที่มีความหลากหลาย เด็กๆจะได้ค้นหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นที่ใกล้ๆโรงเรียนหรือชุมชน วิเคราะห์ร่วมกันในทีมผ่านกระบวนการประชาธิปไตยว่าเรื่องใดน่าสนใจและเหมาะสมที่จะลงมือสำรวจ และจะหาคำตอบของประเด็นศึกษานั้นได้อย่างไร ตามแนวคิดคิดแบบสากลแต่ลงมือทำในท้องถิ่น พร้อมทั้งออกแบบวิธีการสำรวจ วิเคราะห์ สรุปผล ทำซ้ำ ยืนยันผลที่ได้ และแสดงความรับผิดชอบร่วมกันว่าเด็กๆจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สิ่งที่ศึกษาได้รับการแก้ไขหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถ่ายทอด แบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้ใหม่ให้กับผู้อื่น จนเกิดเป็นความรู้ ความเข้าใจและเกิดความตระหนักร่วมกันที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ให้คงความสมดุลและเอื้อประโยชน์ต่อทุกชีวิตบนโลกใบนี้ตลอดไป

สิริกร จันทร์มา

26 กันยายน 2553

สืบทอดเจตนา

สืบทอดเจตนา

หนึ่งเปรี้ยง ปืนลั่น สะท้านป่า
หนึ่งวูบ ไหวผวา ทั้งป่าลั่น
หนึ่งคืน ยาวนานราวกัปกัลป์

หนึ่งฝันลับแล้วที่แนวไพร
หนึ่งคน ควรค่าคารวะ
"สืบ" สร้างสัจจะยิ่งใหญ่

หมื่นคำรำหาอาลัย
ร่วมใจสืบทอด เจตนา
" จีรนันท์ พิตปรีชา "
  • วันที่ 1 กันยายน เป็นวันสำคัญอย่างไร? คำถามนี้ถ้าไปถามในรายการยกสยาม แฟนพันธุ์แท้ เด็กๆและผู้ใหญ่หลายคนคงไม่มีใครรู้เพราะต่างก็ต้องทำมาหากิน เล่นเกมออนไลน์ รึไม่ก็กำลังอยู่ในสังคมออนไลน์ Facebook, Twitter, Hi5 อยู่ คนส่วนให¬ญ่ในสังคม ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ บางคนเดินทางไปทำงานด้วยจิตใจเบิกบาน บางคนก็กำลังรถติดอยู่กลางถนน บางคนอาจจะมีนัดสังสรรค์ เพราะอยู่ช่วงต้นเดือนพอดี...
  • วันที่ 1 กันยายน 2533 ณ กลางป่าห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ได้จากไปพร้อมกับกระแสอนุรักษ์ที่แพร่กระจายไปเป็นวงกว้าง จนกระทั่งสามารถประกาศห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลกได้สำเร็จด้วยรายงานวิจัยที่สืบเริ่มต้นทำ นักเรียนมอหกหลายคนที่สนใจสัตว์ป่า ป่าไม้ ก็จะมีสืบ นาคะเสถียร เป็นแบบอย่างที่อยากจะช่วยอนุรักษ์ แล้วสืบทำอะไรบ้างละ สืบ เป็นข้าราชการ กรมป่าไม้ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ก่อนหน้านั้นทำงานอพยพสัตว์ป่าออกจากเกาะกลางน้ำในเขื่อนเชี่ยวหลาน แล้วยายมาอยู่ห้วยขาแข้ง ภาพของข้าราชการตัวเล็กๆที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำงาน พิทักษ์ผืนป่าและชีวิตของสัตว์ป่า แต่ต้องพบกับอุปสรรค์รอบด้าน ตั้งแต่ความไม่จริงใจของนักการเมืองที่เรืองอำนาจ ระบบราชการอันเย็นชา งบประมาณทำงานอันน้อยนิด กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นที่ลักลอบล่าสัตว์ตัดไม้ ชาวบ้านที่ไม่มีอาชีพหลักต้องบุกรุกป่าอย่างไม่มีทางเลือก สิ่งเหล่านี้ทำให้สืบตัดสินใจส่งข่าวสารต่อสังคมไทยด้วยวิธีที่เป็นบทเรียนของกรมป่าไม้
  • นักอนุรักษ์ในปัจจุบันเหลือน้อยลงเหมือนกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปบริโภคนิยมที่ใช้ทรัพยากรอย่างบ้าครั่ง คนส่วนใหญ่ในสังคมยังมิได้ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมากไปกว่าเรื่องของตนเองทำให้ แม้ว่าจะมีกลุ่มธุรกิจใหญ่ๆในประเทศไทยทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากมายก็ยังไม่สามารถเข้าถึงและเปลี่ยนผู้บริโภคได้ รอเวลาให้สังคมไทยได้เรียนรู้และได้รับผลกระทบหนักๆกว่านี้ แต่ก็ไม่ทันเวลาเสียแล้ว
  • ภาพของสืบ ช่วยกวางในสารคดีส่องโลก ยังคงเป็นกำลังใจให้เรานักอนุรักษ์ นิสิตนักศึกษาที่เลือกเส้นทางสายนี้ได้มีกำลังใจที่จะทำในด้านนี้ต่อไปแม้ว่าจุดเริ่มต้นที่สืบทำจะผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี พยัคไพรไม่ได้คาดหวังว่าน้องๆจะเป็นนักอนุรักษ์ที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับสืบ นาคะเสถียร หรือหมอบุญส่ง เลขะกุล แต่ขอแค่เป็นผู้บริโภคที่ดี เริ่มที่ตัวของน้องๆเอง เท่านี้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว

บทบาทของเด็กไทยใจยุคการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน


บทบาทของเด็กไทยใจยุคการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    
    รููปที่ 1 ภาพวาดโลกร้อน ของนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำมิน โครงการอ๊โค่สคูล
    
  • “พอศอ สอง พัน ห้า ร้อย สี่ ผู้ใหญ่ลี ตี กลอง ประชุม........” วัยรุ่นลายครามอย่าง พยัคไพร และอาจารย์หลายท่าน คงจะรู้จักผู้ใหญ่ลีในยุคนั้นเป็นอย่างดีจากหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้านและร้องเพลงนี้จนติดปาก เป็นเพลงที่มักจะได้ยินผู้ใหญ่บ้านเปิดเพื่อเรียกให้ลูกบ้านไปประชุม แต่เด็กสมัยนี้คงจะรู้จักผู้ใหญ่ลีจากละครเรื่อง “ผู้ใหญ่ลีกับนางมา” ในปีพ.ศ.2504 นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ฟังดูแค่ชื่อก็หนาวแล้วครับเพราะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจจริงๆ ไม่มีสังคมต่อท้ายเหมือนแผนพัฒนาในปัจจุบัน เพราะเราเลียนแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่เขาเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งเศรษฐกิจที่ดี มีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สูงๆ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศ โดยมีผลพวงติดตามมา ก็คือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างฟุ่มเฟือย การปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้สิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยมลพิษต่างๆ จวบจนจกระทั่งในปัจจุบัน ผลพวงของมัน
  • นอกจากนี้แล้ว การพัฒนาอุตสาหกรรมของราชอาณาจักรไทย ก็หาได้มีเทคโนโลยีที่สูงพอ ที่จะป้องกันปัญหามลพิษได้ไม่ ประกอบกับความยากจน ทำให้ไม่สามารถซื้อหาเทคโนโลยีดีๆ มาใช้ สิ่งที่ตามมา จึงเป็นมลพิษที่ทำลายสิ่งแวดล้อม การพัฒนาในลักษณะดังกล่าวนี้ จึงเรียกกันว่า เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน นำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เฉพาะแต่จะมีภายในประเทศเท่านั้น แต่ขยายขอบเขตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และกว้างขวางออกไปยังทั่วโลกด้วย สิ่งที่ชัดเจนและทุกภาคส่วนตื่นตูม และรู้สึกได้ใน 2-3 ปีนี้คือปัญหาโลกร้อนนั่นเอง
พรุ่งนี้เราจะอยู่กันอย่างไร? และการพัฒนาอย่างยั่งยืนคืออะไร?


  • “ผมจะมีจะต้องมีเงิน มีต้นไม้ มีอากาศที่ดีหายใจและผมต้องมีข้าวกินเสมอถ้าผมหิวและตลอดไป”
  • เด็กคนหนึ่งยกมือตอบ พยัคไพร ในระหว่างเล่นเกมโศกนาฏกรรมห้วงมหาสมุทร ค่ายนักเรียนบูรณาการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมทักษะทางสังคมและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พยัคไพร ให้เด็กทุกคนปรบมือให้ เพราะนั่นแหละคือยั่งยืนในแบบที่เขาเข้าใจ
  • “การมีข้าวกินเสมอ”หมายถึงภูมิคุ้มกันที่จะรับประกันได้ว่าวันพรุ่งนี้หรืออนาคตเขาจะอยู่อย่างไร กับปัญหาปากท้องในยุคที่ประชากรเพิ่มสูงขึ้นแต่ทรัพยากรมีน้อยลง มีต้นไม้
  • “มีต้นไม้มีอากาศที่ดีหายใจ” หมายถึงรับประกันได้ว่าคุณภาพสิ่งแวดล้อมยังอยู่ในคุณภาพที่ดีเสมอ
  • น้องๆ มีวิธีการอย่างไรที่จะได้มาหรือรักษาไว้ในคำตอบที่น้องตอบมา?
  • รูปที่ 2 พอเพียงความยั่งยืนแบบไทย
  • เด็กๆก็จะยกมือตอบว่า “พี่หนูจะปลูกต้นไม้” “ผมจะคิดก่อนที่จะเลือกซื้อของใช้พวกโฟมพลาสติกให้น้อยที่สุด” “ผมจะนำขยะที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่” “ผมจะใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น” “ผมจะรักและเข้าใจเพื่อนๆ ช่วยเหลือกัน” พยัคไพรหวังเหลือเกินว่าสิ่งที่ได้ยินตอนสรุปเกมจะยังคงติดตรึงใจน้องๆ ไปชั่วนิรันทร์เพราะนั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอารยะธรรมการบริโภค การใช้ชีวิตที่นำไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือความสมดุลยั่งยืน
วิธีการเรียนของเราทำอย่างไรเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน?

  • “หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมครับ” “ตั้งใจเรียนครับ” “เรียนเล่นเป็นเวลาครับ” หลายคำตอบน่าสนใจครับแต่ก็ยังไม่มีสูตรสำเร็จแน่นอนว่าจะเรียนรู้อย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด หน้าที่ของ พยัคไพรคือตั้งคำถามกระทุ้งแรงๆ ว่าแล้วพวกน้องจะทำอย่างไรกับอนาคตที่มีในกำมือของน้องๆ แต่สุดท้ายแล้วการเรียนรู้ตลอดชีวิตและนำมาปรับใช้กับชีวิตประจวันได้คือแนทางการจัดการเรียนรู้ที่เด็กสามารถตอบคำถามเชิงประเมินได้ก็ถือว่าบรรลุเป้าประสงค์ของเกมที่เราต้องการสื่อแล้ว แต่ถ้าติดดามดูพันธะสัญญาที่เด็กๆ ให้ไว้จนถึงขั้นลงมือปฎิบัติได้ พยัคไพรเชื่อเหลือเกินว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ฝากความหวังไว้กับการปฎิรูปการศึกษาต่อไป

    พยัคไพร

6 กรกฎาคม 2552

การฟื้นฟูระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง



  1. การฟื้นฟูระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง

  • ปัจจุบันจะเห็นว่าระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลางกำลังเสื่อมโทรมลงหรือถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ถ้าจัดเรียงลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหาทางนิเวศวิทยาจะปรากฏว่า การฟื้นฟูระบบนิเวศมีความสำคัญในระดับต้นๆ โดยความเป็นจริงแล้วในทางนิเวศวิทยา ถ้าปล่อยให้ธรรมชาติมีเวลาที่นานเพียงพอ ระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมก็จะมีการทดแทนฟื้นตัวจากสังคมของสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปสู่สังคมของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งอย่างไม่หยุดนิ่งจนกว่าจะมีการทดแทนโดยสังคมสมบูรณ์ถาวรหนึ่งเดียว(อุทิศ, 2541) แต่ความต้องการของมนุษย์ที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวันกลับมีมากกว่ากำลังการผลิตของระบบนิเวศไม่ได้คำนึงถึงการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจนทำให้สังคมของสิ่งมีชีวิตนั้นฟื้นตัวด้วยตัวเองไม่ได้ นักวิชาการทางนิเวศวิทยาและนักวิชาการป่าไม้หลายท่านพยายามหาคำตอบว่า "เราจะฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมามีความสมดุลอีกครั้งหนึ่งได้อย่างไรจึงเกิดแนวคิดการฟื้นฟูระบบนิเวศขึ้นมา

รศ.ดร.จิรากรณ์ และ รศ.ดร.นันทนา คชเสนี(2552) ได้นิยามความหมายของการฟื้นฟูระบบนิเวศไว้ว่า การฟื้นฟูระบบนิเวศคือ การเร่งกระบวนการตามธรรมชาติเพื่อทำให้พัฒนาการของระบบนิเวศเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทำให้ระบบนิเวศกลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติอีกครั้งหนึ่งโดยอาศัยพื้นฐานความเข้าใจทางนิเวศวิทยาเป็นหลักของการฟื้นฟู

ก่อนที่จะนำหลักการนิเวศวิทยาประยุกต์มาประยุกต์ฟื้นฟูระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลางได้นั้น มีคำถามที่จำเป็นต้องหาคำตอบเพื่อช่วยในการตัดสินใจฟื้นฟูดังนี้

- มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องฟื้นฟูระบบนิเวศนี้
- การฟื้นฟูระบบนิเวศนี้มีคุณค่าเกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร
- ระบบนิเวศที่จะทำการฟื้นฟูนี้มีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัย การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร
- สามารถทำให้ระบบนิเวศระบบนิเวศกลับคืนสู่สถานะที่มีสิ่งมีชีวิตเป็นองค์ประกอบครบถ้วนได้หรือไม่ เพียงใด
- ภายใต้สภาวะเช่นใดที่ทำให้ระบบนิเวศกลับมาอยู่ในสถานะที่สิ่งมีชีวิตที่เป็นองค์ประกอบครบถ้วนเหมือนเดิม

  • ขั้นตอนในกระบวนการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง
    การฟื้นฟูโดยอาศัยหลักการแทนที่ของระบบนิเวศแบบปฐมภูมิ ซึ่ง (จิรากรณ์, 2552) ได้กำหนดองค์ประกอบไปด้วยกระบวนการ 4 ประการดังนี้
    1) การเข้ามาครอบครองพื้นที่โดยสปีชีส์ที่เหมาะสม
    2) การสะสมสารอาหารทั้งในมวลชีวภาพและในดิน ซึ่งในดินนั้นจะเพิ่มทั้งทางปริมาณและความเป็นประโยชน์
    3) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของดินเนื่องจากกิจกรรมของสังคมชีวิต
    4) การลดสถานะที่ไม่เหมาะสมของสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณสารพิษจากเกษตรเชิงเดี่ยว ธาตุโลหะหนักในปุ๋ยเคมี
  • กระบวนการคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ
    คำถามระหว่างการฟื้นฟู
    1.จากผลการติดตามตรวจสอบ สามารถบรรลุผลที่คาดว่าจะได้รับในปัจจุบันหรือไม่ ถ้าไม่ มีกลไกแก้ไขอย่างไร
    2.การติดตามตรวจสอบมีความเหมาะสมหรือไม่
    คำถามหลังการฟื้นฟู
    1.โครงการฟื้นฟูบรรลุเป้าหมายและวัตุถประสงค์มากน้อยเพียงใด
    2.ระบบนิเวศที่ฟื้นฟูมีโครงสร้างหน้าที่ของระบบนิเวศใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กำหนดไว้เพียงใด
    3.ระบบนิเวศที่ฟื้นฟูมีความยั่งยืนด้วยตนเองหรือไม่ และต้องการบำรุงรักษาจากมนุษย์หรือไม่
    4.ถ้าองค์ประกอบตามธรรมชาติของระบบนิเวศมิได้มีการฟื้นฟูขึ้นทั้งหมด กระบวนการทำหน้าที่ของระบบนิเวศซึ่งมีความสำคัญที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่มีอะไรบ้าง
    5.บทเรียนอะไรบ้างเกิดขึ้นระหว่างโครงการฟื้นฟูนี้